2008/Mar/22

     ถ้าพูดถึงหน้าร้อนคุณนึกอะไร ......ความร้อน? .... ของหวานเย็นๆ?... ชุดโปร่งๆเปิดเผย?...  ตอนนี้ดูเหมือนว่ากทม ก็เข้าช่วงหน้าร้อนแล้ว หลังจากผลกระทบจากอีตา ตอเรส เอ๊ย เอลนินโญ่ทำให้เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก(แน่จิง ไม่แดดออก หิมะตก ฝนตกในวันเดียวแบบที่ อังกฤษ ไปเลยเซ้)

     สำหรับผมถ้าพูดถึงหน้าร้อนอย่างแรกที่ผมนึกถึงเลย เสียงจั้กจั่น จิ้งหรีดครับ... อ่ามันช่าง ดังกันระงมขับขาน ไพเราะเพราะพริ้งเสียนี่กระไร........... มันใช่ซะที่ไหนเล่า.......ว๊อยยยยย

    ไอ้บ้านผมเนี่ยะ มันเป็นหมู่บ้านที่อยู่แถวๆชานเมือง(บ้านนอกว่างั้น) เป็นหมู่บ้านที่สงบร่มรื่น ไปด้วยต้นไม้ ทั้งที่หมู่บ้านดูแล และแต่ละบ้านปลูก ....

     พอเข้าหน้าร้อน นอกจากจะมีอากาศอันร้อนอบอ้าวที่ขึ้นชื่อนักหนาของ กทม. จิ้งกรีด กับจั้กจั่น ก็โผล่มาจากในดิน พากันส่งเสียงเรียกหาคู่กันสนุกสนานทั้งวันทั้งคืนอ่า เสียงพวกนี้นิดๆหน่อยๆมันก็ฟังเพราะดี อ่า....

     กลางวันไม่เท่าไหร่ครับผมไปทำงานไม่ได้ยิน(นี่หว่า) พอกลางคืนนี่สิ..... ทำไมมันช่างประสานเสียงช่วยกันร้องได้โน๊ตหยั่งกับนักร้องในโบถส์ของคริสต์....... แถมพลังเสียงความดังของมันก็ได้ระดับ นักร้องโอเปร่า ที่ไม่ต้องใช้ไมค์ช่วย โอ้......นาตาลี~~~ ว๊อยยยยยยยจะนอนว๊อยยยยยยย

     ร้องกันได้ตลอดเวลาตั้งแต่ 4ทุ่มยัน ตี4ตี5 ..... พอ สักตี 5ครึ่งก็มีนกอะไรไม่รู้จากบนต้นไม้ข้างบ้าน มาช่วยผิวปากแซวนกตัวอื่น วี้ด วี้ด วี้ด วิ้วๆๆๆๆๆ ประสานเสียงสนุกกันใหญ่ ฮ่าๆ มันช่าง......... หนวกหูว๊อยยยยยย หาอะไรมาอุดหู ก็ไม่ได้ผล สงสัยคลื่นเสียงที่มันส่งออกมาความถี่มันสามารถ ทะลุที่อุดหูเวลาว่ายน้ำได้ .... จะเอาผ้าห่มคลุมโปงก็ร้อน .....จะเอาหมอนมาปิดๆก็อึดอัด .......นี่บ้านแสนสุขหรือนรกตอนกลางคืนเนี่ยะ.......

     ผมทำได้แต่คาดหวังว่า หน้าร้อนมันจะรีบๆผ่านไปอย่างรวดเร็ว....(เป็นไปได้เรอะ.....แต่จั้กจั่นอยู่ในดิน 3ปี แล้วขึ้นมาบนดิน 7วันใช่ไหม....) แต่ทว่า.....ต่อจากหน้าร้อน ก็ต้องเป็นหน้าฝน เพราะเมืองไทย ไม่มี ฤดูใบไม้ร่วง ผลิ บลาๆ

    พอเข้าหน้าฝน ฝนตก ก็จะมีคางคก กบออกมาขับขานร้องเพลงกันสนุกสนานทั้งวันทั้งคืน อีกนั่นแหล่ะ........ แถมตอนเช้าออกมานอกก็จะพบ เจ้าของเสียงเหล่านั้น นอนหราผึ่งแดดอยู่บนถนนเป็นระยะๆ....อีก ....อ่า................. .......หมู่บ้านแถวชานเมืองอันร่มรื่นและแสนสุข....

2008/Mar/08

เมื่อคืนราวๆ 5ทุ่มหลังจาก แฟนพันธุ์แท้ หนังaction โฆษณา ก็เปลี่ยนช่องไปเรื่อยชนช่อง star movie กำลัง preview เรื่องเล็กๆเกี่ยวกับเรื่องที่จะฉายต่อไป เรื่องนั้นชื่อว่า The lost Room ท่าทางจะเป็นหนังแนว Sci-Fi.... ด้วยเรื่องที่ ธรรมดา คนแสดงไม่คุ้นหน้า ไม่ค่อยมีจุดตื่นเต้น แต่ก็ไม่มีจุดหน้าเบื่อ เจ้าเรื่อง The Lost Room นี้ทำเอาผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยครับ

เจ้าห้องที่สาบสูญ นี่เปิดเรื่องมาเป็นคน 2กลุ่มกำลังทำการซื้อขายของ เหมือนในหนังยาเสพติดทั่วๆไป แต่สิ่งที่กำลังการซื้อขายอยู่กลับเป็น กุญแจดอกหนึ่ง ในสนนราคา 2ล้าน USD แต่แล้วก็มีกลุ่มที่ 3เข้ามาขัดขวางเพื่อแย่งกุญแจดอกนัน้ เจ้าของกุญแจก็วิ่งหนีสิครับ โดยยิงตามหลังมา ใช้กุญแจไขประตูเข้าไปในประตูบานหนึ่ง กลุ่มคนที่ยิงมาเปิดประตู เจ้าของกุญแจนั้นก็หายไปแล้ว

พระเอกของเรื่องเป็นตำรวจครับ มาเจอเจ้าของกุญแจ นอนบาดเจ็บอยู่ และก่อนตาย ก็มอบกุญแจให้กับพระเอกไว้ โดยบอกเป็นนัยๆว่า กุญที่ไขประตูไปสู่ที่ไหนก็ได้

จะขออธิบายการทำงานของ กุญแจให้ฟังครับ เอากุญแจเสียบกับประตูอะไรก็ได้ ที่มีลักษณะเป็นรู กุญแจ เปิดออกมาจะกลายเป็นห้องหนึ่ง โล่งๆลักษณะเป็น เหมือนMotel ของเมืองนอก มีห้องน้ำในตัว แล้วเอากุญแจเสียบประตูในห้องนั้นอีกที นึกในใจว่าอยากไปที่ไหน แล้วเปิดประตูจะไปโผล่ที่นั้นครับ (การทำงานคล้ายๆ ประตูไปไหนก็ได้ของ โดราเอมอน แต่จะต้องทำงานผ่านประตูเท่านั้น) แต่แล้วก็เกิดเหตุทำให้ลูกสาวของพระเอก ได้หายเข้าไปในห้องนี้แล้วหายตัวไป ทำให้พระเอกต้องหาวิถีทางนำลูกสาวกลับมาให้ได้

กุญแจเป็นเพียงของสิ่งหนึ่ง(object)ที่เคยอยู่ในห้องนั้น ยังมีของอีกมากมายนับร้อยชิ้นที่เคยอยู่ในห้อง แล้วมีคนนำออกไป ของที่เคยอยู่ในห้องก็ หน้าตาทุกอย่างเหมือนของธรรมดาทั่วๆไป แต่ว่าของแต่ละอย่างมีพลังพิเศษที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่ของไร้ประโยชน์(Useless Object) ของไว้เทียมทาน(powerfull object) ซึ่งแต่บละอย่างก็มีวิธีใช้ต่างกันไป ถ้าไม่มีรู้วิธีใช้มีของไปก็ไร้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ของไร้สาระอย่างดินสอแท่งหนึ่ง ถ้าเอาเคาะโต๊ะ จะมีเหรียญ 1เซนต์ออกมา (100เซน= 1ดอล)คนที่ครอบครองเคยทำ สถิติไว้นั่งเคาะทั้งวันทั้งคืน ได้วันละ 500ดอล(ได้วันละ หมื่น7 ... $_$)

ตอนที่ดูเรื่องนี้จบ มันเป็นเวลา ตี4.... เป็น Mini Seie ตอนละ ช.ม.ครึ่ง 3ตอน ......ทั้งที่ฉันต้องไปเรียน jap ตอน 8โมง ปรกติผมค่อนข้างนอนเป็นระบบ ต้องนอนเที่ยงคืน ตื่น 6โมครึ่ง..... แต่ผมกลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมา.........

นี่สินะ สิ่งที่เรียกว่า "สนุกจนลืมเวลา"

 

 

 

edit @ 14 Apr 2008 08:05:58 by Shinji

2008/Feb/23

     ผมเป็นคนที่ น้ำหนักขึ้นลงง่าย เคยขึ้นไป ถึง 102 เคยลงถึง 55 มาแล้วเมื่อกัน แต่เท่าที่เคยลองกะๆเอา น้ำหนักตัวเองอยู่ที่ 62-65 กำลังดีที่สุดมั้ง

     ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างทางการแพทย์ ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้ (เอ้ยไม่ใช่) แบะอีกหลายๆเหตุผล(ที่ไม่อาจจะบอก ไม่มีคนสนใจอยู่ดี) ทำให้ผมจำเป็นต้องคุมอาหาร คุมน้ำหนัก ผมเลยตัดสินใจ ลดน้ำหนักตัวเองซะเลย ตอนที่เริ่ม น้ำหนัก อยู่ที่ 92 มั้ง

     ตอนแรกก็คิดสูตร วิธีเก่าที่เคยใช้ คงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีเวลาที่จะวิ่งวันละ 5 กิโล เหมือนสมัยก่อนอีกแล้วไม่ไหวๆ จะเข้า แมรี่ ฟรานซ์ บอดี้ ไลน์ คอร์สละ หมื่น 2เองฮ่าๆ..... ก็ บ่จี้....... เคยมี เพื่อน ใช้สูตร อีตา Dr.Atkins ก็เห็นได้ผลดี ส่วนอีกคนก็ เอาสูตรอีตาแก่ Atkins ไปประยุกต์ใช้ ก็มี นั่งๆอ่านสูตร Atkins ก็เริ่มรำคาญๆแฮะ ทำไมเราต้องเหมือนใคร ฟะคิดเอาเองก็ได้นี่

     คิดได้อย่างนั้นก็เลย ก็เลยๆนึกความรู้เก่า หลังคราวก่อน เช่น ไม่กินข้าวก็ไม่อ้วน ไม่กินอาหาร หลัง6โฒงเย็น กลางคืนหิว กินส้ม 1ผล บลาๆๆๆๆๆๆ  เลย มาเป็น สูตรส่วนตัวดังนี้

     อย่างแรกเลย ผมไม่กินข้าวครับ แต่กินอย่างอื่นแทน เพื่อให้ได้คาร์โบไฮเดรต(ฟังดูเป็นวิชาการดี) คือ

มื้อเช้า ผมจะกิน โอวัลติน 1ช้อนชาครึ่ง ไม่ใส่น้ำตาลกับคอฟฟี่เมตนาครับ แต่จะใส่ นมจืด low fat แทนครับอร่อยดีเหมือนกันนา ส่วนกิน กับอะไรแล้วแต่ ยถากรรมครับ พายสักชิ้น ขนมปังไส้กรอกสักชิ้น แซนวิซสักชิ้น ตามมีตามกรรมครับ

มื้อกลางวัน free style ครับ เพื่อพลังงานที่ ต้องใช้ ทำงานทั้งวัน แต่ผมก็จะไม่กินข้าวครับ ถ้าราดหน้าก็ต้องเส้นหมี ถ้าเส้นใหญ่ กับ หมี่กรอบไม่ไหวน้ำมันล้วนๆ.....

มื้อเย็นผมจะกินวุ้นเส้นครับ  กินวุ้นเส้นแทนข้าว ถ้าอยู่ที่บ้าน ถ้าอยู่นอกบ้านก็จะสั่งอะไรที่ไม่มีข้าว เน้น โปรตีน กับ ผักเยอะๆครับ ถ้าถามว่า วุ้นเส้นปริมาณ แค่ไหน ผมจะซื้อมาเป็นห่อใหญ่ ในห่อจะมี ห่อเล็กๆ ห่อละ 70กรัม อยู่ 10ห่อครับ ก็เอา 1ห่อนั้นไปแช่น้ำให้นิ่มแล้วต้มครับ แล้วกินแทนข้าว ส่วนกับข้าวก็เหมือนปรกติ แต่พยายามอย่าเน้นของทอดครับ ผัดผักเยอะๆก็ดี หมู ไก่ เนื้อ ตามสะดวกชอบครับ เน้นนะครับว่าอย่าทอด แล้วก็พวกแกงไทยๆที่ใส่กระทินี่ขอร้องเลยครับ อย่าแตะเด็ดขาด สุดยอดเลยขอบอก

ส่วนอาหารประเภทไข่ กินได้ครับ แต่ผมแนะว่าไม่ควรเกินอาทิตย์ ละ 3ฟอง และ เป็นไข่ต้ม กับ ไข่ตุ๋น จะดีครับ เพราะไม่มีน้ำมันมาข้องเกี่ยวครับ แต่ถ้าอยากกิน แก้อยาก ก็ทอดบ้างพอได้

ตอนแรกกินแต่วุ้นเส้น ไม่กินข้าว รับรองครับ ท้องไม่อิ่มแน่นอน พอเริ่มดึกๆจะท้องจะร้องหาอะไรกิน กินส้มสักลูก2ลูกครับ แล้วก็น้ำตามไป พยายามทนให้ได้สักอาทิตย์หนึ่งครับ ท้องเราจะเริ่มชินกับวุ้นเส้น ครับจะไม่ค่อยหิวแล้ว

เรื่องการกินก็แค่นี้ครับ ซื้อส้มติดบ้านไว้ โล2โลเสมอๆนะ ส่วนขนม ของกิน จุกจิก นี่คงไม่ต้องบอก ห้ามๆไว้ นานๆกินสักทีครับ อาทิตย์ละครั้งอย่างเนี่ยะ

มาเข้าส่วนการออกกำลังกาย ....หลังจากผมทำงาน ผมไม่มีเวลามาวิ่งแล้วครับ สมัคยก่อน ผมวิ่งรอบหมู่บ้านตอน เย็น ราวๆ 5ก.ม. ทุกวันเดี๋ยวนี้ไม่ไหวกลับบ้าน 2ทุ่ม วิ่งมืดๆให้รถชนตายเรอะ ผมใช้วิธีนี้ครับ

    ซิทอัพ วิดพื้น สก๊อตจั้มป์ แล้วก็ยกดัมเบล ในท่าลดต้นแขน อีก 5ท่าครับ วัน 100 ครั้งโดยแบ่งเป็นชุด ชุดละ 10 ที ทำทั้งหมด 10ชุด/วันครับ ไม่ใช่ให้ วิทพื้นรวด 100ทัน ซิทอัพรวดร้อยที นะครับเราไม่ใช่นักเล่นกล้ามทำไม่ได้หรอก step ที่ผมทำเป็นอย่างนี้ครับ

นอนยกดัมเบลบริหารท่อนแขน 2ท่า -> ซิทอัพ --> ยกดัมเบลบริหารส่วนอกอีก 3ท่า -->วิทพื้น --> สก๊อตจั้ม

พยายามให้ครั้ง 5ชุดติดต่อกันนะครับ ไม่ใช่ทำชุดหนึ่ง พัก ช.ม.หนึ่ง ไร้ประโยชน์.... ท่ายกดัมเบล ก็หาเอาตาม net นะครับมีบอกหมดอยากลดส่วนไหน ส่วนดัมเบล ก็แบบอนาถาก่อนเลย ก็ได้ครับ 1.5ก.ก. ก็ไปหาขวดน้ำ พลาสติก 1.5ลิตรมาใส่น้ำให้เต็มเท่านี้ก็ได้ แล้วครับ ดัมเบลหนัก 1.5 ก.ก. หรือเอา 1ลิตร ก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆเพิ่มน้ำหนักเอาเมื่อเราคิกว่าที่เรายกมันเบาหวิวแล้ว (ปัจจุบัน ผมยกอยู่ 3 ก.ก.) กะว่าจะเพิ่มเป็น 5 เร็วๆนี้ ^^''

หมดแล้วครับทางปฎิบัติ ที่เหลือก็แค่ใจเท่านั้น ว่าจะทำได้หรือเปล่า บางคนอ่านแค่นี้จะลดได้หรือฟะ จากที่ข้างบนบอกครับ จาก 92 ตอนนี้ผมเหลือ 70 แล้ว ใช้เวลา ประมาณ 8เดือนได้ครับ ค่อยๆเป็นไปครับ ลดทีเดียวูป โรควูปจะตามมานะ ครับเดินๆวูบล้มไปกลางถนนนี่ .......

ขอให้โชคดี

อ้อเกือบลืมครับ น้ำเนี่ยะ น้ำหวานพอกินได้ครับ นมก็กินได้ไม่ต้องโลแฟต ก็ได้ น้ำอัดลมอย่าแตะนะครับ ผมกินแต่น้ำเปล่ามานานมากแล้วแห่ะๆ

edit @ 23 Feb 2008 14:06:44 by Shinji